Solo traveler: ท่องเที่ยวเชิงโดดเดี่ยว จากเอียร์คุสท์ สู่โอลค์ฮอน จากไซบีเรีย สู่ไบข่าน..ตอนที่ 3

8.00 เช้าวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2558 ตื่นเช้าด้วยความสดใส ลุกไปฉี่แล้วกลับไปนอนต่อ

#เด๋วนะ #แล้วจะบอกเพื่ออออออ

โอเค.. เอาจริงๆละก็ได้ หลังจากโชคชะตาพลิกผันจากการนอนที่สนามบินมาสู่อ้อมกอดอบอุ่นของโรงแรม คืนละ 650 รูเบิ้ล

Fact 3: ก่อนจะลืม อัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเบิ้ล ณ วันที่ไปนั้น 100 รูเบิ้ล เท่ากับ 75 บาท

Fact 4: สถานที่ที่ดิฉันนิยมไปแลกเงินคือ ร้านรับแลกเงินแถวสะพานควาย – ประดิพัทธ์ แต่ก่อนไป แนะนำให้โทรจองเงินรูเบิ้ลล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน เพราะหลายๆร้านไม่มีเงินรูเบิ้ลในคลัง เนื่องจากไม่ใช่สกุลเงินยอดนิยม อย่าประมาทด้วยการแลกเงินเช้าวันที่บิน (อย่างใครบางคนแถวนี้ T_T base on true story ชัดๆ) เกือบน้ำตาตกต้องไปแลกสนามบินแล้ว (อัตราแลกเปลี่ยนต่างกันพะเรอเกวียน) โชคดีเจอร้านนึงช่วยวิ่งเต้นเป็นธุระหารูเบิ้ลให้จนได้ในที่สุด

Fact 5: การเดินทางเข้ารัสเซียนั้น ทางที่ดี ควรมีประกันการเดินทางเตรียมไว้ด้วย เพราะอาจโดนเรียกตรวจสอบได้ในระหว่างเข้าเมือง (ตอนหาข้อมูลการเดินทาง มีคนแชร์ข้อมูลว่า ตม. รัสเซียถามหาเอกสารตัวนี้ค่ะ)

กว่าจะได้เข้านอน ถอดคอนแทคเลนส์ ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน อาบน้ำ.. ไม่อาบดีกว่า จะบ้าเรอะ อุณหภูมิตอนนั้นประมาณ 2 องศา เลือกเอาหนาวกับโสโครก ดั๊นยอมโสโครกฮ่ะ จนสุดท้ายเข้านอนตอนประมาณ 3.30 น. ในห้องนอนแบบ Bunk bed ของโรงแรม Lotos ก่อนจะตื่นมาฉี่หนึ่งรอบแล้วกลับไปนอนต่อ สติสัมปชัญญะมาครบตอน 10.00 น. ใส่คอนแทคเลนส์ ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน อาบน้ำ.. ไม่อาบอยู่ดี แต่งหน้าทาปาก แพคของพร้อมลุยและก้าวยาวๆลงมายังหน้าเคาน์เตอร์โรงแรม หวังใจว่า จะสนทนากับมนุษย์สักผู้ในภาษาอังกฤษได้ เพื่อจะถามข้อมูลการหาซิมโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ทซึ่งคืออุปกรณ์ยังชีพขั้นสูงสุดของเราในทุกๆทริป ให้หาเองเรอะ ฝันไปเหอะ ตัวเองอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เล้ย นาทีนั้น…

ไปตายเอาดาบหน้า คือคำนิยามที่ชัดเจนสุดหลังความพยายามส่งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาจีน ไล่ไปยันภาษามือ ก่อนจะตระหนักได้ว่า ถ้าไม่ตัดใจออกมาเสี่ยงชีวิตเอง ดั๊นอาจจะได้สนทนาภาษาเท้าจากพนักงานโรงแรมเป็นแน่แท้.. นึกในใจ

“เอาวะ ช่างแม่ม.. คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว”

… มี!! พี่บอกได้เลย

นี่คือความบ้าเวลประมาณ 85 เพราะเดินออกมาจากโรงแรมโดย

  • ไม่มีซิมโทรศัพท์ อ้อ.. มีซิมทรู ห๊ะ.. อะไรนะ.. อ้าว นี่ไม่ใช่หนองวัวแดงเหรอ อ้าว.. ชิบ…นี่มันรัสเซียแล้วนี่หว่า…
  • ไม่มีซิม ก็ไม่มีอินเตอร์เน็ท ชีวิตที่ไม่มีอินเตอร์เน็ทสำหรับนักเดินทางสายเลือดกูเกิ้ลอย่างเรา ไม่ต่างอะไรกับการไร้ชีวิตไปแล้วครึ่งตัว Y_Y
  • ไม่มีจุดหมายว่าจะไปไหนดี
  • ไม่มีโรงแรมจะนอนคืนนี้
  • ไม่มีแผนที่ในมือ
  • ไม่รู้ตัวเองอยู่ไหน ไม่มีหวังที่จะเจอสจวร์ตผู้ยืนรอสาย 8 คนนั้นอีกละด้วย แล้วจะถามใคร

ปาดน้ำตาซึ่งคือน้ำดื่มที่กินแล้วหกเลอะหน้าเสร็จ ก็เดินออกไปอย่างเย่อหยิ่งจองหอง ก่อนจะไปสตั๊นอีกประมาณ 5 วิหน้าโรงแรม

“ไปซ้ายหรือขวาดี” อีกนิดก็ได้เสี่ยงทายหัวก้อยรูเบิ้ลล้าววว

ก่อนจะไปต่อ เรามาทำความรู้จักกับเมืองเอียร์คุสท์กันหน่อยซะคร่าวๆ เอียร์คุสท์เป็นเมืองชนบทเล็กๆที่เป็นหนึ่งในเส้นทางผ่านของทางรถไฟสาย Trans-Siberian Railway อันเลื่องชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้เอียร์คุสท์โดดเด่นยิ่งไปกว่านั้น คือการเป็นเมืองที่อยู่ห่างจากทะเลสาบไบข่านออกไปเพียง 70 กม. เท่านั้น จัดว่าเป็นชุมชนเมืองที่มีความเจริญที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบไบข่านที่สุด และจุดนี้เอง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มปักหมุดการเดินทางมายังเมืองนี้มากขึ้นในแต่ละปี สำหรับภูมิอากาศนั้น เอียร์คุสท์มีอากาศหนาวเย็นโดยรายเฉลี่ยยิ่งเสียกว่ามอสโคว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อาจเจอไปถึงระดับติดลบ ต่ำกว่า 25 กันเลยทีเดียว

Fact 6: อุปกรณ์สำคัญในการอยู่ให้รอดอย่างสงบสุขปราศจากอาการคันคะเยอเพราะผิวแห้งในอากาศที่หนาวเหน็บคือ สารพัดครีมทาผิวไล่ตั้งแต่หัวล้านยันปลายเท้า หรือถ้าสะดวกจะทาเผื่อไปยังเอ็นร้อยหวายก็ไม่ว่ากัน ซึ่งครีมธรรมด๊าธรรมดาอย่างโลชั่นเภสัช บอดี้ครีมตรานกแก้วอะไรพวกนั้น อย่าพกมาให้หนักกระเป๋าเลยฮ่ะ ระดับนี้แล้ว “Shea butter 100% น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว ครีมอียิปต์” ถึงจะคุยกันรู้เรื่อง


หน้าตาประดาครีมที่ว่า

ระหว่างกำลังติดสตั๊นช่วงปลายนั้น มีสาวน้อยนางหนึ่งขี่ม้าผ่านหน้าไป นึกในใจ.. โอ๊ะ!! หรือเรากำลังอยู่ในเมืองนาเนีย แต่เอ๊… ย่างก้าวสุดท้ายที่จากมา ไม่ใช่บานประตูเสื้อผ้านี่หว่า

ข้างบนนั้นคือเสน่ห์ประการหนึ่งของความเป็นเมืองชนบทนามว่าเอียร์คุทส์ ซึ่งนอกเหนือจากระบบขนส่งมวลชนพื้นฐานอย่างแท็กซี่ รถบัสธรรมดายันสาย 8 รถตู้คู่แฝดวินอนุสาวรีย์ Tram (รถรางไฟฟ้า) ขาดก็เพียงแว้นปากซอย สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้ไม่ยากนักคือการใช้ม้าเป็นพาหนะคู่ใจ หนักๆเข้าเอามากินในมื้อดิ๊นเหนอะอีกตะหาก

เหลียวตามหลังยังแม่นางเซียวเหล่งนึ่งบนหลังม้าไปแล้ว ก็กลับมาตระหนักกับความจริงที่ว่า “ไปไหนต่อดี” สุดท้าย โยนหัวก้อย เพื่อจะไม่ปฏิบัติตามแล้วใช้วิธีเชื่อ Common sense, sixth sense และทุกเซนส์ไล่ไปยันเซนต์เซย่า เลยจบลงด้วยการเลือกไปทางซ้าย เพราะดิฉันถนัดซ้าย.. ตรรกกะในการเลือกเหรอ บอกได้เลย “ไม่มี” อะไรนะ.. ตรรกกะคืออะไร.. คุ้นมากคำนี้

แต่นับว่าทุกๆเซนส์ของดั๊นทำงานได้เข้าท่า เพราะหลังจากสาวเท้าเดินไปราว 10 นาที ก็เจอเข้ากับลักษณะตลาดกลางเมือง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันคือ Central Market ของเอียร์คุทส์ อารมณ์ประมาณอนุสาวรีย์ชัยบ้านเรา ที่จะเป็นแหล่งรวมทุกสิ่งอย่างทั้งอาหารการกิน และระบบขนส่งมวลชน พอเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ อารมณ์ฮึกเหิมก็มาทันที!! เอาสิฟระ!! ให้มันรู้ไปจะหาใครพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคนเดียวในละแวกนี้ เพื่อจะมาเจอความจริงอีกคำรบที่ว่า อย่าว่าแต่ละแวกนี้เล้ย แถมให้อีก 25.3 ละแวกด้วย ก็ยังหาไม่เจอ #น้ำตานองหน้าหนักมาก

เลยตัดใจสุ่มเดินเอาเอง ตอนนี้คิดได้อย่างเดียวว่า หาซิมโทรศัพท์ให้ได้ก่อน อย่างน้อยก็รอดตายไปอีกหลายยก และหลังจากการเดินเข้าออกร้านโทรศัพท์ประมาณ 4 ร้านในรัศมี 500 เมตร ซึ่งทุกร้านมีซิมหมดเลยนะ แต่.. คุยกันไม่รู้เรื่องฮ่ะ จนมาได้ความเอาในร้านที่ 4 ซึ่งจริงๆประชากรทั้งร้านก็ไม่มีใครพูดอังกฤษได้นะ แต่บังเอิ๊ญพนักงานสาวสวยในร้านนี้ฉลาดกว่าร้านอื่นๆราวๆ 95.64% นางเลือกใช้ Google translate แล้วแปลกันแบบคำต่อคำ จนสุดท้ายได้ซิมโทรศัพท์แบบทั้งโทรทั้งเน็ทได้ 7 วัน (จริงๆคงนานกว่านั้น แต่ครั้นจะอยู่ใช้โควต้าโทร+เน็ทให้ครบ ก็อาจจะต้องมาเปลืองค่าตั๋วเครื่องบินขากลับแทน..ฟู่ว์..เริ่มฉลาดแล้วเรา) ในสนนราคา 200 รูเบิ้ล ซึ่งถูกมากๆ ถูกกว่าไต้หวันประมาณครึ่งนึง กำลังยิ้มแก้มปริด้วยความอิ่มใจในของถูก Google translate ที่เป็นหมัดฮุกก็ถูกยื่นมาเพื่อสื่อสารว่า

“แต่มีค่าแปลงซิมเพื่อใส่ไอโฟนอีก 299 รูเบิ้ลนะโยมมมม” เบ็ดเสร็จเกือบๆเท่าซิมไต้หวันอยู่ดี ฮ่วย…

ร้านขายซิมมือถือคือร้านสีเหลืองๆในภาพค่ะ

หลังจากได้ซิมโทรศัพท์แล้ว พร้อมสารพัด sms ส่งเสริมการขายราวๆกับเป็นญาติค่ายโทรศัพท์เมืองไทย ดีไม่ดี อาจมี sms ดูดวงด้วยนะนั่น เสียแต่ดั๊นดันอ่านไม่ออก เมื่อใช้งานเน็ทได้แล้ว ย้าฮู้…. ชีวิตดั๊นกลับคืนมาแล้ว วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…

หลังการรายงานตัวและทับถมสาธารณชนชาวไทยผู้ซึ่งนอนเหงื่อตกอยู่กับอุณหภูมิราวดวงอาทิตย์มารับจ็อบเฝ้ายามที่ปากซอยบ้านว่าอุณหภูมิเอียร์คุทส์นี่มันช่างแสนหนาว ราวๆ 4 องศาแค่นั้นอ่ะ ตายๆๆๆๆ เครียดๆๆๆ ทำไมหนาวอย่างนี้น้ออออออ กลุ้มใจจุง.. ทันใดนั้นก็ดึงสติ กลับมาทันว่า “แล้วจะนอนไหนดีคืนนี้” เลยลองเข้าสารพัดเวบให้บริการเปรียบเทียบราคาและรับจองโรงแรม ซึ่งโรงแรมที่ต้องการแต่เดิมนั้นคือ Trans Sib แต่บังเอิ๊ญ… ทรานส์ซิบเต็ม เค้าเลยส่งดั๊นไป รร. เครือญาตินามว่า “Balalaikal Hostel” แทน ซึ่งต้องขอบคุณแม่คุณคนนั้นเป็นอย่างสูง เพราะที่นี่เอง ดิฉันพบเจอสตรีผู้ทำให้ดิฉันเปิดปากพูดได้ยาวนานกว่า 1 นาทีแล้ว!!

รูปร่างหน้าตาอาคารของ Balalaikal Hostel แต่ บลลค. อยู่ถัดไปอีกตึกนึงนะคะ

Irina เป็นเจ้าหน้าที่ Balalaika ซึ่งพูดภาษาอังกฤษเข้าขั้นเทพ สำเนียงดี ฟังง่าย ยิ้มแย้ม และเต็มใจช่วยเหลือ อารมณ์แรกตอนเราเจอ Irina นี่ แทบอยากลงไปจูบพื้นห้องอ่ะ มันประมาณนั้นจริงๆ!! หลังจากคุยแพพนึงจึงได้ทราบว่า Irina ชอบเมืองไทยมาก และมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว ระหว่างการสนทนานั้น Irina ถามดิฉันขึ้นมาประโยคนึงว่า

“How’s your king??” ดิฉันนื่งงันติดสตั๊นไป 1.2 วิ แล้วก็ยิ้มกว้างเพื่อเป็นการขอบคุณ ก่อนถามว่า อิริน่ารู้จักในหลวงด้วยหรือ รู้ใช่มั้ยว่าทรงเป็นที่รักของคนไทยขนาดไหน อิริน่า ตอบดิฉันว่า

“Of course, I do love him too”

Irina คนงาม

โอยๆๆๆ เอาใจดิฉันไปเลยเต็มๆ ถึงกับตั้งใจว่ากลับมาจะมาช่วยเขียนบล็อกโรงแรมให้กับเธอ (Irina, commission อ่ะ ยูโหนววว 20% ตามที่เคยคุยกันนะยูว์ววววววว)

ว่ากันถึง Balalaikal แล้วต้องบอกว่าเป็นโฮสเทลที่เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ได้คะแนนรีวิวสูงปรี๊ดถึง 9/10 จากเวบรับจองชื่อดัง เอาว่าความจริงคะแนนสูงกว่า รร. ญาติผู้พี่ที่ชิงเต็มไปซะก่อนอีก ด้วยลักษณะโฮสเทลที่เป็นการนอนรวม ข้อแรกอาจจะไม่สะดวกสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าตัดเรื่องนั้นไปได้ คุณจะพบว่าการนอนโฮสเทลนั้น นำมาซึ่งข้อมูลการท่องเที่ยว เพื่อนร่วมคุย และค่าใช้จ่ายที่ถูกลงอย่างมหาศาล

ที่ตั้งของบาลาไลคาลนั้น อยู่อีกฟากของแม่น้ำแองการา อุปมาคล้ายๆฝั่งธนของบ้านเรา โดยมี Central market ที่ดั๊นไปเดินหลงอยู่เมื่อตอนกลางวันเป็นฟากพระนคร ระยะทางจากฝั่งธนเอียร์คุทส์มาพระนครเอียร์คุทส์ราวๆชั่วครึ่งชั่วโมงรถแล่น และจากบาลาไลคาลสามารถเลือกเดินทางไป Central market ได้หลากหลายสาย อีกทั้งโฮสเทลนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟอีกด้วย

ครั้นเก็บของเสร็จ และได้รู้ข้อมูลว่าพรุ่งนี้จะมีคู่แบ็คแพคชาวจีนไปเดินเทรคที่เส้น Trans-Siberian Railway ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ตัดสินใจไม่นานก็ยัดเยียดตัวเองขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทริปทันที ซึ่งเพื่อนใหม่ทั้ง 2 คนก็ยินดี เพราะนั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่ถูกลง (เดินทาง 2-4 คน ค่าใช้จ่ายอยู่ 100$ ก็หารกันไป) พร้อมๆกับการได้ข้อมูลว่า ควรเตรียมสแนคติดตัวไประหว่างทางด้วย เพราะสูเจ้าไปเดินป่าและเส้นทางรกร้าง ไม่ได้เดินนวยนาดอยู่แถวเอ็มควอเทียร์ ว่าแต่..จะซื้อที่ไหน ยังไงว้าาาา วันนี้จะกินอะไรยังไม่รู้เลยยูวววว

ในราว 3 โมงเราจึงตัดสินใจลองเดินเท้าจากโฮสเทลไปยัง Central market ดู เพราะอิริน่าเธอบอกว่า

“ไม่ไกลนะยูววววว เดินประมาณ 10 นาทีเองยูวววว เนี่ยๆๆ ข้ามสะพานเดินไป 2-3 จึ้กก็ถึงแร้”

ขออภัยนะอิริน่า ดาหลิงงงง

“10 นาทีพ่องงงงงงงง” เบ็ดเสร็จดั๊นเดินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงค่ะ!! เป็นระยะทางราวๆ ไม่ต่ำกว่า 3 กม. แถมไม่ถึงอีกต่างหาก แล้วมิหนำยังนำพาดั๊นไปสู่สถานการณ์อึดอัดที่สุดในทริปนี้

ระหว่างทางการเดินมะงุมมะงาหรา เห็นร้านโชห่วยข้างทางเลยตัดสินใจจอดป้าย สั่งน้ำหน้าตาดีแต่รสชาตหลอกลวงผู้บริโภคมาขวดนึง เพื่อจะดื่มไม่กี่อึกแล้วจำใจทิ้งเพราะพกไปก็หนัก กับขนมปัง 7 ชั่วโคตร คือ คาดว่าทำมาแล้ว 7 ชั่วโคตร ไม่ก็ขายไม่ออกมาแล้ว 7 ชั่วโคตร ชั่วแต่ว่าอย่างใดมาถึงก่อนกัน อิ่มหนำเสร็จเรียบร้อย ชะรอยดั๊นคงดูเป็นกวางน้อยหลอกง่ายจากซิตี้ออฟแองเจิ้ล เลยมีหนุ่มรัสเซียเข้ามาทำความรู้จัก “โดยที่คุยกันไม่รู้เรื่องแม้แต่คำเดียว” มาถามว่าจะไปไหน เลยกางแผนที่ให้ดูว่า จะไปนี่ๆ นางเสนอตัวพาไป!! อีป้านี่ถามคำแรกเลยค่า

“Do I need to pay you?” ประสบการณ์ซาปามันสอนป้าไว้น่ะ…

หนุ่มรัสเซียทำหน้าทอดถอนใจก่อนจะบอกว่า “ไม่คิดหรอกยูว” แล้วก็ทึกทักเองเสร็จสรรพว่า ขอดื่มเบียร์แก้วนี้เสร็จก่อนนะ แล้วค่อยออกเดินทาง มิใยที่เราจะบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้อง กรูไปเองได้ ฮีก็ทำไม่เข้าใจ แล้วก็ทำมือทำไม้ให้รอ พร้อมรีบกระดกเบียร์ที่เหลือเข้าปากโดยเร็ว

ต่อจากนั้น คือ 2 ชั่วโมงที่คอดอึดอัดเลยพระคุณเจ้า เพราะฮีตามประกบตลอด (กรูไม่ได้พิการ ดูแลตัวเองได้) ช่วยถือกระเป๋าและกล้อง (เกิดเมิงวิ่งหนีไปล่าาาา) กำกับเส้นทางให้ไปนู่นไปนี่ (ถามตรูสักคำยางงงงง) เจ้ากี้เจ้าการจะถ่ายรูปเรากับสถานที่ให้ (ไม่ได้อยากเล้ยยยยย คือคนที่ไปด้วยกันบ่อยๆจะรู้ว่า ดิฉันไม่ค่อยเน้นถ่ายตัวเองกับสถานที่) จนถึงที่เด็ดสุดคือ ฮีฉวยกล้องไปถ่ายเองเลยค่าาาาาา (เด๋วนะ… เมิงงงงง “กล้องตรู”) ไอ้เราก็นึกว่าฮีถ่ายเก่ง รับกล้องมาดู ห่านเอ๊ยยยย เด๋วขาดหัวขาดท้าย หัวมาหางโผล่ มุมตึกมาฐานตึกหาย ฟากฮีก็คงนึกว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปที่แค่เก็บภาพเป็นความประทับใจ หารู้ไม่… ดั๊นจริงจังว้อย ไม่เชื่อไปดูInstagram ดั๊นได้ (ขายของแพพพพพพพ) สักพักเลยฉวยกล้องกลับมา แล้วก็บรรจงถ่ายตามกมลสันดาน ท่ามกลางเสียงอิ๊อ๊ะของฮี จนพอหนำใจ เลยบอกฮีว่า ไออยากซื้อข้าวกับอาหารของพรุ่งนี้แล้วก็อยากกลับ รร เลย (ตรงนี้กลัวมากว่าฮีจะเข้าใจว่าอ่อย แบบชวนกลับ รร ทั้งที่ระหว่างทาง พยายามหาทางไล่ตลอด) ฮีเลยพาเรานั่งรถไป Central Market ซึ่ง โอ้ววว สวรรค์โปรดมากๆ โดยพ่อหนุ่มคนนี้พาเราเดินเข้าฟู้ดคอร์ทของที่นั่น เลือกซื้อของได้นิดหน่อย ก็บอกฮีว่า นั่งรอก่อนนะ ขอไปเดินดูให้ทั่วๆ (วิสัยหญิงไทยอ่ะนะ เคยเห็นนางเดินกันจบรอบเดียวปะล่าาาา) ว่าแล้ว ดั๊นก็หายหัวไปดูตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ซึ่งพ่อหนุ่มจะเห็นได้ตลอดเพราะที่มันแคบ จนครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็จึงกลับมานั่งที่โต๊ะ พร้อมๆกับที่พ่อหนุ่มทำหน้าหงิก แล้วบ่นผ่านกูเกิลมาว่า “นานจัง”

เด๋วนะ!!! ใครใช้ให้เอ็งรอ ห๊ะ!! พูด!! ขอตามมาเอง ไล่ก็ไม่ไป ตรรกกะเอ็งประหลาดมาก สุดท้ายเราทนไม่ได้ เลยบอกไล่มันตรงๆว่า “ไม่ต้องตามไอละนะ เราแยกกันตรงนี้เลย โพกา โพกา ที่แปลว่า บ๊ายบายนะยูวววว” แล้วรีบโกยแน่บเลยจ้า กลัวฮีไม่เข้าใจแล้วยังตามมาอีก

พ้นอกหนุ่มรัสเซียนางนั้นมาได้ ก็มาเจอความจริงอันโหดร้ายว่า “กลับยังไงว้าาาาา” เพราะครั้งแรกที่ไปที่ รร จากที่นี่ ก็นั่งแท็กซี่ไป นี่อยากประหยัดไง เลยกะจะมองหาสาย 8 หรือรถตู้สาวรีย์ซักหน่อย

ไม่เจียมค่ะ พูดได้คำเดียว เพราะ 2 มือถือข้าวเย็นวันนี้ ข้าวเช้า + ข้าวกลางวันพรุ่งนี้ แล้วไหนจะขนมกับน้ำอีก บวกกระเป๋ากล้องคู่ชีพ คอดหนักอ่ะค่ะ หนักยังไม่พอ หนาวมากอีกต่างหาก เพราะมันเริ่มมืดแล้ว ยัง ยังไม่พอ ดันหลงทาง เดินหลงวนอยู่ใน Central market อีกราวๆครึ่งชั่วโมงแม้ว เป็นระยะทางไม่น่าต่ำกว่า 4 กม. คือเดินวนไปวนมา หาความน่าจะเป็นที่สุด จนกระทั่งเจอคนบอกทางให้แบบ “ไม่ชัวร์เหมือนกัน” เอาว่า ณ จุดนั้นไม่มีอะไรเลยที่ชัวร์ นอกจาก “หลง” น่ะชัวร์

สุดท้าย ดั๊นก็หอบสังขารขึ้นสาย 8 กลับเข้าเส้นทางหลักได้ ก่อนจะไปต่อรถแท็กซี่อีกนิดเดียว เพราะ ณ วันนั้น ไม่เชี่ยวจริงๆ บวกเหนือย บวกหนัก บวกหนาว นาทีนั้นต่อให้มันเรียก 500 รูเบิ้ล ดั๊นก็ไปค่ะ!! ประสาอะไรกับโดนเรียกแค่ 200 รูเบิ้ล แล้วจะปฏิเสธ นึกในใจพลางยิ้มกระหยิ่มว่า

“หึ.. นี่จะเป็นแท็กซี่เที่ยวสุดท้ายในทริปนี้ พี่จะไม่พลาดอีกแล้ว”

ผัวะ!!! มโนสำนึกฝั่งนางมารตบกะโหลกแล้วตวาดทันที

“หยุดมโน หยุดมุ่งมั่นเลย เอ็งมุ่งมั่นทีไร สุดท้ายแม่มหนักกว่าเก่าทุกที”

ตอนหน้าจะพาไปเดินเทรคแล้วนะคะ กับระยะทาง 12 กม. กับ 6 ชั่วโมงแห่งความหิว กับอุณหภูมิ 3 องศาและพายุหิมะลูกย่อมๆ…

ความเดิมตอนที่แล้ว (ตอนที่ 2)

ความเดิมตอนที่แล้วแล้ว (ตอนที่ 1 น่ะแหละ)

กลับสู่หน้า Home

2 Comments

  1. Pornthep

    ติดตามอ่านอยู่นะครับผม
    เล่าเรื่องสนุกดี กำลังคิดว่า จะไปเมืองนี้อยู่เหมือนกันครับ

    • เด๋วจะรีบเรียกพลังมาเขียนต่อนะคะ ตอนที่สนุกที่สุดคือตอนต่อไปนี่แหละค่ะ ขอบคุณค่าาาา 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *