Solo traveler: ท่องเที่ยวเชิงโดดเดี่ยว จากเอียร์คุสท์ สู่โอลค์ฮอน จากไซบีเรีย สู่ไบข่าน..ตอนที่ 2

Previously in LOST… โอ๊ะ.. โนว์ โนว์ ไม่ใช่แระ

ความเดิมตอนที่แล้ว… เมื่อจองตั๋วเสร็จสรรพ หาข้อมูลการท่องเที่ยว ตระเตรียมเส้นทางการเดินทาง แพคกระเป๋าแบ็คแพคใบเก่งและสมบัติบ้าคู่ชีพอย่าง Nikon D7100 พร้อมด้วยเลนส์ 11-16 Tokina และ 50/ 1.8 ของ Nikor เสร็จเรียบร้อย ปะ!! ขึ้นแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิกัน

สายการบิน S7 นั้น น่าจะไม่ใช่สายการบินคุ้นหูเรามากเท่าไหร่นัก เพราะเป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินหลักคือประเทศรัสเซีย เมื่อไปถึงสุวรรณภูมินั้น นั่งชิลล์ไปสุดทางได้โลดค่ะ เคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินอินดี้นี้ อยู่สุดปลายนู่นเลยค่ะ

เวลาในการบินนั้นคือ Boarding ตอน 18.35 น. ซึ่งจะไปถึงที่เอียร์คุสท์ประมาณ 2 น. ตามเวลาท้องถิ่น บินรวดเดียว 7 ชั่วโมงเป็น Direct flight เมื่อทำการเช็คอินเสร็จเรียบร้อย

Fact 1: แนะนำให้ทำการ Online check-in ค่ะ เพราะคุณสามารถเลือกที่นั่งได้เองจากการเช็คอินผ่านทางออนไลน์

Fact 2: เวลาเลือกที่นั่ง แนะนำให้เลือกฝั่งซ้ายของตัวเครื่องบิน เพราะพระอาทิตย์ตกดินทางด้านนี้ เผื่อฟ้าระเบิด ทไวไลท์แวะทักทาย ก็จะได้ภาพอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ

 photo Photo 5-2-2558 BE 6 41 59 PM.jpg

ขึ้นนั่งประจำที่เรียบร้อย วิญญาณนิกร การุณวงศ์ก็สิงทันควัน!! หลับค่ะ!! หลับมันตั้งแต่เครื่องยังไม่ออก 555 แต่แล้วเหมือนเทพนิคอนจะดลจิตดลใจ ให้จู่ๆสะดุ้งตื่น เพื่อมาพบกับทไวไลท์แบบอลังการ แวบแรกที่เห็น ฟินอย่างบอกไม่ถูก… ภาพพระอาทิตย์ตกดินแบบ Silhouette ปกติก็สวยอยู่แล้ว แต่นี่มีทไวไลท์แถมมาให้แบบไม่เกรงใจคนที่ไม่มีกล้องอยู่ในมือ กดสิคะ.. ชัตเตอร์น่ะ จะรออะไร..

ครั้นสุขสมกับทไวไลท์จนหนำใจ ก็ได้เวลาหันไปสบตาประชากรบนเครื่องบ้าง… ลางหายนะเริ่มตั้งเค้ามาแบบไกลๆ เพราะเป็นเที่ยวบินที่เต็มไปด้วยเด็กๆและครอบครัว ประหนึ่งเป็นสายการบินประจำชาติดิสนี่ย์กันเลยทีเดียว นั่งๆไปสักพัก ก็จะมีบริการเสิร์ฟน้ำผลไม้ มีให้เลือกระหว่างน้ำส้มและน้ำมะเขือเทศที่ไม่ใช่ดอยคำ หรือมันมีมากกว่านั้นก็ไม่รู้สินะแม่บัวลอย ชั้นไม่กล้าถามน่ะ กลัวแอร์กับสจวร์ตจะกินหัวเอา

 photo 673b6356-9542-4b73-a0d3-5bcde5b6113d.jpg

ทดลองเลือกเป็นน้ำมะเขือเทศแล้วก็แอบขี้โกงขอน้ำเปล่ามาด้วยแก้วนึง ได้กำไรเห็นๆแม้จะแค่น้ำเปล่าแก้วเดียวก็เหอะ!! เพื่อจะพบว่า มะเขือเทศนั้น เป็นผลไม้ที่หยิ่งผยองในรสชาตของตัวเองยิ่งนัก เพราะไม่ว่าพี่จะเป็นมะเขือเทศไทย มะเขือเทศนอก พี่รสชาติเหมือนกันหมดแบบทั่วโลก.. นั่งๆไปอีกสักพัก ราวๆอึดใจแม้ว ก็จะมีรถเข็นอาหารเย็นเข็นมาบริการให้ มีให้เลือกระหว่าง “ปลา” และ “ไก่” ทดลองเลือกไก่ดู มันคือเมนูข้าวผัดชีสโปะด้วยไก่ที่ผ่านการทำอะไรมาสักอย่าง รสชาตใช้ได้ทีเดียวค่ะ เสิร์ฟพร้อมกับกล่องเครื่องเคียงอย่างขนมปังทาเนย ขนมแบบเบเกอรี่ แล้วก็อะไรอีกประมาณนึง จำไม่ได้ตอนนั้นกำลังหน้ามืดด้วยความหิวอยู่ ลืมถ่ายรูปด้วย เอ๊.. ก็บอกแล้วว่าหน้ามืด >*<

ครั้นพอสวาปามมื้อเย็นเสร็จ ก็ได้เวลาสำรวจสิ่งรอบตัว เพื่อที่จะสังเกตว่า ที่นั่งของ S7 นั้นจัดว่านั่งสบายทีเดียว แม้จะตอนปรับตั้งตรงแล้วก็ตาม เพ่งๆมองๆ ก็ได้คำตอบว่า ทำไมที่นั่งจึงนั่งสบายกว่าหางแดง นกเหลือง บ้านเรามากมายนัก คำตอบอยู่ที่ภาพด้านล่างนี่ค่ะ

 photo 7b4ae3fe-f134-4ea5-826d-432c13041d5c.jpg

พี่แกใช้ Recaro ค่ะ… อุต๊ะ.. เทียบกับเบาะเรือบินสยามแล้ว ถ้าไม่ไบแอสมากเกินไป จะพบว่ามันนั่งสบายกว่าจริงๆ หลังและก้นก็เลยฟินกันไป พร้อมๆกับการได้ยินเสียงประกาศของกัปตันมาเป็นระยะๆ บุกเบิกด้วยภาษารัสเซียที่แกะไม่ออกเลยสักคำเดียว ก็ยังอุ่นใจว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะมีภาษาอังกฤษประกบมาอีกแน่นอน เพื่อที่จะมาพบว่า ทั้งประโยคยืดยาวในภาษาอังกฤษนั้น สิ่งเราคิดและสิ่งที่เราได้ยินมันต่างกันลิบลับ เพราะทั้งประโยคนั้น ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ดิฉันจับใจความออกแค่ “Ladies and gentlemen &4#djhfr(@@&^^^…สะบาละก๋อย กอยละตะวู้ $%@# Thank you”

ครั้นพอนั่งเครื่องมาได้ราว 6 ชั่วโมง ก็ไม่ลืมที่จะปรับเวลาในไอโฟน ไอแพด ให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง (เฉพาะเอียร์คุสท์นะคะที่เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง พวกมอสโควนั่นรู้สึกว่าจะเร็วกว่า 5-6 ชั่วโมงค่ะ) ก่อนที่เครื่องจะทำการแลนดิ้งในเวลาราว 1.30 เวลาท้องถิ่น ลืมเล่าให้ฟังว่า เครื่องแต่งกายดิฉันในทริปขาไปนั้น คือ

  1. เสื้อกล้ามแบบเสื้อชั้นในในตัว Heat tech ของยูนิโคล่
  2. เสื้อแจ็คเก็ตผ้าแบบมีฮู้ดของยูนิโคล่
  3. ลองจอนแบบบาง
  4. รองเท้าแตะ!!

55555 ใช่ค่ะ ลากรองเท้าแตะไปท่ามกลางสายตาแสนฉงนของชาวรัสเซียกว่าครึ่งค่อนลำ จริงๆไม่ได้เปรี้ยวอะไรหรอกค่ะ แต่รองเท้าที่เตรียมไว้จริงๆคือ Knee boot หรือรองเท้าบูทยาวถึงเข่า ครั้นจะแต่งอย่างนั้นตั้งแต่สุวรรณภูมิก็กลัวจะโดนติฉิน เลยเอามาเปลี่ยนบนเครื่องค่ะ และเมื่อกะแล้วว่า อีกสักไม่นานเครื่องจะทำการลงจอด ก็เลยขยับขยายลุกมาเปลี่ยนรองเท้า หยิบเสื้อกันหนาวแบบ Down jacket และผ้าพันคอไว้ให้พร้อมพรัก จริงๆก็จะไม่สะพรึงอะไรนะคะ ถ้าไม่ได้เห็นภาพที่ ประชาชนรัสเซียกว่า 70% พร้อมใจกันลุกมาสวมกางเกงทับ ใส่เสื้ออีก 15 ชั้น พันผ้าพอราวกับจะเอาให้แน่นถึงโลกหน้า กะเหรี่ยงนางนึ้เลยเริ่มสำเหนียกว่า “ไม่ได้การละ มันต้องหนาวเป็นแน่แท้”

แหมะ.. มันใช่เลยค่ะ พอเครื่องแลนดิ้ง ฉวยกระเป๋าและเข้าแถวออกจากเครื่องแบบมีระเบียบเรียบร้อย ย่างก้าวแรกที่เจอกับอากาศของรัสเซีย ผงะค่ะ… จากอุณหภูมิบนเครื่องที่น่าจะราวๆ 20 ออกมาเจอลมและความหนาวที่ประมาณ 2-3 องศา กะเหรี่ยงไทยใจฮึกเหิมก็นึกอยากรีบแทรกตัวเข้าแผนกตรวจคนเข้าเมืองเลยทันทีทีเดียว

ลงจากเครื่องบิน ก็มาต่อกันที่แผนกตรวจคนเข้าเมือง ที่ไล่มาตั้งแต่ รปภ ยันเจ้าหน้าที่ ไม่มีใครพูดอังกฤษได้สักคนเดียว แถมดุอีกต่างหาก ใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ ราวๆ 30 นาที ก็หลุดพิธีการตรงนี้ แบกกระเป๋าและสัมภาระเดินอย่างองอาจโดยมีจุดมุ่งหมายคือ “เก้าอี้ที่นั่งภายในสนามบิน” นั่นเพราะ นี่คือโรงแรมดิฉันคืนนี้… แต่ครั้นพอโผล่หน้าไปเจอความจริงของชีวิต แผนก็ถูกเปลี่ยนทันที นั่นเพราะว่า บริเวณที่นั่งรอผู้โดยสารของสนามบินเอียร์คุสท์นั้น แปะๆเอี่ยกับสถานีขนส่งหมอชิตของเราอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ดีกว่าหน่อยก็ตรงหนาวกว่าเยอะ

เมื่อดูทรงแล้วว่าการนอนสนามบิน จะเป็นภารกิจที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ (ส่วนตัวต้องการห้องน้ำที่สะดวกนิดนึง เพราะต้องล้างหน้า แปรงฟัน และถอดคอนแทคเลนส์ ซึ่งสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องมองหาสาธารณูปโภคที่พร้อมใช้งานได้) เลยเปลี่ยนแผนเป็นการหาโรงแรมแทน แต่.. หายังไงล่ะ ไม่ได้เตรียมไว้ แปลว่า ไม่ได้จองและไม่มีโรงแรมนอนนั่นเอง… แล้วมิหนำ ประชาชนแถวนั้น 99% ไม่พูดภาษาอังกฤษ ทีนี้จะถามใครดี??

ด้วยความกล้าและหน้าด้าน สุดท้ายก็เจอสตรีรัสเซียนางหนึ่ง ที่ “พอ”ส่งสารภาษาอังกฤษได้แบบเป็นคำๆเบสิคๆ เช่น I You Go Hotel ประกอบกับโชคดีที่ Wifi สนามบินนั้น เร็วและดีกว่า Wifi สนามบินประเทศสารขัณฑ์แบบเทียบกันไม่ติด จึงใช้วิธีเปิดแอพหาโรงแรม ส่งให้เค้าดู เพื่อให้เค้าบอกทาง ก่อนที่จะสรุปได้ว่า “ต้องแท็กซี่เท่านั้น” เค้าคงนึกในใจเป็นภาษารัสเซียว่า

“เมิงงงง ตอนนี้มันจะตีสามแล้วนะเมิงงงง อีกนิดที่ประเทศเมิงงงงงพระ Monk อ่ะ ก็ออกบิณฑบาตรแล้วนะว้อย เมิงยางจะมองหาสาย 8 อยู่จริงๆอ่ะ” เอาวะ แท็กซี่ก็แท็กซี่

ความจริงดิฉันต้องขอบพระคุณสตรีรัสเซียคนนี้อย่างที่สุดนะคะ เพราะนางช่วยแบบสุดตัวจริงๆ ตั้งแต่ส่ายหัวมองหน้าเอือมระอาแล้วจัดการโทรเรียกแท็กซี่ให้ (ยังไม่มีซิมรัสเซียค่ะตอนนั้น) กำกับให้กะเหรี่ยงยืนรออย่าไปไหน แล้วนางก็หันรีหันขวางดูคนมารับ เป็นดิฉันซะอีกที่ไม่เข้าใจนาง (ดั๊นนนนขอโทษ ที่ดั๊นไม่เรียนรัสเซียไปก่อนสักปีสองปี Y__Y) พยายามสอบถามสจวร์ตที่รอขึ้นสาย 8 กลับบ้าน ซึ่งสจวร์ตแม่ม ช่วยอะไรไม่ได้เลย นอกจากแปลแบบคำต่อคำกับแท็กซี่ขาจรที่รอเก็บคนที่สนามบิน ตอนนั้น คุณผู้หญิงรัสเซียบอกแล้วว่า ค่าแท็กซี่สำหรับส่งดิฉันไปโรงแรมที่ต้องการนั้น ประมาณ 150 รูเบิ้ล สำหรับแท็กซี่ที่เรียกมา (และนางเรียกให้แล้ว) แต่ความที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เราหาแท็กซี่ไม่เจอ เกรงใจคุณผู้หญิงคนนั้นด้วย เลยกะจะติดต่อแท็กซี่ที่อยู่ตรงหน้า ปรากฏ โดนโขกที่ “500 รูเบิ้ล” ฮ่ะ!! กำลังอ้ำอึ้งนึกมุขการต่อรอง แขนและของก็โดนกระชากแบบนุ่มนวลโดยสตรีรัสเซียผู้มีอุปการคุณนางนั้น ที่กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แล้วหันมาเห็น เธอรีบปรี่มาหาดิฉัน แล้วฉวยแขนให้เดินไปกับนางทันที เพื่อหลบแท็กซี่คันนั้น และยืนรอเป็นเพื่อน เดินหาแท็กซี่คันที่เรียก ก่อนจะเจอในอีก 5 นาทีต่อมา

ถือเป็นเคสคนรัสเซียที่ดิฉันซึ้งน้ำใจสุดๆจริงๆค่ะ..

ขึ้นรถแท็กซี่ได้ ก็นั่งเข้าเมืองไปอีกประมาณ 15 นาที เป็นอันถึงที่หมาย โรงแรม Lotos ซึ่งไม่มีข้อมูลมารีวิวนะคะ นอกจากว่า คำแนะนำคือ ราคา Walk in ถูกกว่าราคาบน Booking และโรงแรมนี้ดีตรงใกล้ Central market นิดเดียว ถ้าเพียงแต่จะมีใครพูดอังกฤษได้และหน้าตาจะดูเป็นมิตรมากกว่านี้…

มาต่อกันที่ตอนหน้าค่ะ สำหรับการผจญภัยในดินแดน Lost in translation ของแท้…

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่

กลับสู่หน้า Home

3 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *