“หม่าม้า”

สักครั้ง.. ที่สองมือนี้จะเขียนถึง “แม่”

เคยมีคนๆหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตดิฉัน ตั้งคำถามกับดิฉันว่า 

“ทำไม เราถึงไม่เคยเขียนบล็อกถึงเค้าเลย”

เค้าคงไม่รู้ว่า การไม่เขียนนั้น เป็นได้จาก 2 อย่าง คือ ไม่มีอะไรจะเขียน กับตรงกันข้าม มีมากเกินไป จนกลัวว่าจะไม่สามารถหยุดความรู้สึกตัวเองและน้ำตาให้หยุดไหลได้ในระหว่างการเขียนนั้น 

ทั้งเค้า และหม่าม้า… คือกรณีนั้น 

ต่างกันออกไปคือ สำหรับเค้าคนนั้น มันเป็นความรู้สึกรัก อาวรณ์ ถวิลหา โหยไห้และรู้สึกผิด เพียงแค่พรมนิ้วแตะบนคีย์บอร์ดประโยคแรก ทำนบน้ำตาคงพรั่งพรูได้ไม่ยาก ดิฉันจึงไม่เคยจะกล้าเขียนอะไรถึงเค้าเลย 

สำหรับหม่าม้า นอกจากความรักสุดหัวใจที่ลูกคนหนึ่งจะมีให้แล้ว มันกอปรไปด้วยความสำนึก และรู้สึกผิดในทุกๆความผิดพลาดที่ผลิตผลของความรักระหว่างหม่าม้าและปะป๊าคนนี้ เคยทำกับบุพการีของตัวเอง 

เพียงแค่ถึงตรงนี้.. น้ำตาก็ไหลเสียแล้ว

ตั้งแต่จำความได้ หม่าม้าคือผู้หญิงเก่ง แกร่ง ตัวเล็ก เสียงดัง จิตใจดี และ.. รักลูกสุดหัวใจ แม้หม่าม้าจะมีข้อแม้มากมายในชีวิต แต่ข้อแม้เหล่านั้น จะถูกยกเว้นและยอมรับได้ง่ายขึ้น หากว่ามันเป็นความสุขของลูกๆ 

หม่าม้าเติบโตมาอย่างที่เรียกว่า ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่นัก ลูกสาวจากการแต่งงานครั้งแรกในครอบครัวคนจีน ที่มีขนบธรรมเนียมตีกรอบรอบตัว ไม่ได้สร้างเงื่อนไขให้หม่าม้าเป็นที่รักอย่างมากมายนัก ในขณะที่น้องๆต่างพ่อของหม่าม้าทุกคน ได้เรียนสูงๆ จนถึงขั้นต่อต่างประเทศ หม่าม้าที่เป็นเพียงแค่ลูกติดจากการแต่งงานครั้งก่อน กลับได้เรียนแค่ระดับชั้น ป.4 และเพียงถ้าวันนั้น หม่าม้ามีโอกาสได้เรียนสูงๆ แน่ใจได้เลยว่า วันนี้ประเทศไทยจะมีแพทย์หญิงเพิ่มขึ้นอีกคนอย่างแน่นอน 

ทั้งการเลิกกันของพ่อกับแม่ แม่แต่งงานใหม่กับครอบครัวคนจีนด้วยกัน โชคชะตายังคงทยอยสร้างภูมิต้านทานในชีวิตให้ผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่คนนี้ ด้วยการมีน้องชายสายเลือดเดียวกันหนึ่งคน ทว่า.. น้าชายดิฉันคนนั้น โชคร้ายเป็นพิการทางสมอง ด้วยความผิดพลาดจากการทานยาสมัยที่อาม่ายังให้นมแม่อยู่.. 

โชคชะตาช่างใจร้ายนัก.. 

หม่าม้าเติบโตในบ้านของพ่อเลี้ยง หรือคืออากงอย่างไม่ค่อยสุขใจนัก หากคำว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” จะต้องหยิบยื่นให้ใครสักคนอธิบายจากประสบการณ์จริงของชีวิต หม่าม้าคงรับอาสาเล่าเองได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่คงไม่มีความจำเป็นต้องบรรยายคืนวันที่โหดร้ายเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะอย่างน้อยๆ อากงดิฉัน ตอนนี้ท่านก็ขอลี้ภัยไปอยู่โลกอื่นเป็นเวลานานแล้ว สิ่งใดจบแล้ว ก็ให้มันจบไปเถิด ป่วยการจะรื้อฟื้น 

หม่าม้าแก้เกมส์ชีวิตและเอาคืนโชคชะตาให้ตัวเองด้วยการเลือกเป็นคนเรียนเก่ง ความที่หม่าม้าเป็นคนหัวดี ฉลาด และความจำเยี่ยม หม่าม้าเรียนได้ทุกอย่างที่หม่าม้าอยากเรียน แล้วมิหนำยังเรียนได้ดีมากๆอีกด้วย จะมีคนจบ ป.4 สักกี่คน ที่ถูกเชิญให้สอนหนังสือเป็นครูต่อ ทั้งๆที่ไม่มีใบปริญญาแปะท้ายโก้หรูแต่อย่างใด และหม่าม้าก็เป็นหนึ่งในนั้น 

หากว่าคืนวันที่ทุกข์ทนของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จะยังสว่างไสวและมีหวังอยู่บ้างก็คงไม่พ้นเรื่องราวของชีวิตคู่ หม่าม้าและปะป๊าพบกันในวันหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังการแนะนำให้รู้จักของผู้ชายคนหนึ่งที่เพียรจีบแม่ดิฉันอยู่เป็นเวลานาน ชั่ววูบหนึ่ง เขาคงเคยนึกว่า “ถ้าเพียงแต่วันนั้น.. ไม่น่าเลย” และโชคชะตาก็เข้ามาเป็นเหยื่อการประนามของความไม่สมหวังอีกครั้งหนึ่งแล้ว 

คบกันได้ไม่นานนัก หม่าม้าและปะป๊าก็ตัดสินใจแต่งงานกัน ปะป๊าลูกชายคนโตจากครอบครัวจีนที่เคร่งครัด และมีพื้นฐานฐานะทางบ้านที่ไม่อาจเทียบฝั่งผู้หญิงได้ แต่นี่คือบทบาทและหน้าที่ของโชคชะตาไม่ใช่หรือ ที่สุดแล้ว ทั้งสองก็ครองคู่กันก่อนจะให้กำเนิดพี่ชายเราเป็นคนแรกในปลายปี 2515 แท้งลูกชายหนึ่งคน เพื่อจะมามีลูกสาวหัวดื้อ รั้น เลี้ยงยาก ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพพ่อแม่ เอาแต่ใจตัวเอง และเก่งที่สุดในการทำให้พ่อและแม่เสียใจ..อีก 1 คน บาปหนาเหลือเกินลูกสาวคนนี้ 

หลังมีลูกชายลูกสาวอย่างละคนแล้ว หม่าม้ายังคงให้กำเนิดลูกชายตามมาอีก 2 คน ซึ่งทำให้ครอบครัวเล็กๆของหม่าม้าในตอนนี้ มันถูกเติมเต็มด้วยเด็กผู้ชายว่าง่าย ขยัน เชื่อฟังพ่อแม่ 3 คนกับเด็กผู้หญิงไม่รักดีอีก 1 คน.. และนี่คงพอเป็นข้ออ้างในนิสัยความเอาแต่ใจตัวเองของดิฉันได้อยู่บ้างกระมัง… 

พวกเรา 4 พี่น้องเติบโตมาในบ้านที่อบอุ่นด้วยความรัก อาจจะมีบ้างที่ปะป๊าและหม่าม้าทุ่มเถียงโต้แย้งหรือแม้กระทั่งทะเลาะกันใหญ่โตตามประสาคำว่า “คู่ชีวิต” แต่สุดท้าย ทั้งสองคนก็จะกลับมาร่วมเตียงกันเหมือนเดิมในทุกๆคืนเสมอ จนกระทั่งวันนี้ 

เรื่องที่เป็นทุกข์ในใจที่ดูว่ายิ่งใหญ่ของหม่าม้ามีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง การมีลูกดี คู่ชีวิตที่ดี ก็คือพรที่ผู้หญิงทุกๆคนทุกๆชาติปรารถนาไม่ต่างกันไป แม้ลูกทั้ง 4 จะไม่ได้สมบูรณ์ที่สุด แต่ทุกๆคนก็สร้างความภาคภูมิใจให้หม่าม้าได้ไม่น้อยไปกว่ากัน ในขณะที่คู่ชีวิต อาจมีบ้างที่สร้างความไม่เข้าใจและต่อเนื่องมาเป็นน้ำตาให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งปะป๊าและหม่าม้าคือตัวอย่างของคู่ชีวิตที่เป็นรักแท้ของกันและกัน มีสุขร่วมกัน มีทุกข์ร่วมกัน และมีชีวิตเดียวกัน  หากว่าชีวิตคือการก้าวต่อในทุกๆวัน และการให้อภัยคือทานสูงสุดอย่างหนึ่งเท่าที่คนๆหนึ่งจะพึงกระทำได้ หม่าม้าก็คงได้ทำทานในส่วนนี้ไปอย่างมากโข เพราะชีวิตหลังการแต่งงานที่ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งจะพึงอุทิศให้กับสามี ภายใต้ความเชื่อและความหวังที่ว่า “มันจะเต็มไปด้วยความสุข” ของหม่าม้า กลับกลายเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่มีฝันร้ายเข้ามาพัดผ่าน ให้หม่าม้าได้รู้จักรสหนาวร้อนของชีวิต ได้รู้จักรสริษยาและจงเกลียด ได้รู้จักรสของความยกย่องที่ปราศจากความเท่าเทียม ได้รู้จักรสของน้ำตาจากความคาดหวังในความเข้าใจ 

แต่ไม่ว่ามันจะเคยเป็นอะไร และเลวร้ายแค่ไหน นี่ก็เป็นอีกครั้งที่หม่าม้าหยัดเท้าก้าวเดินผ่านมันมาได้อย่างสง่างามและภาคภูมิ สิ่งเหล่านั้นทำร้ายหม่าม้าไม่ได้ เพราะหม่าม้าไม่ได้มีเจตจำนงของชีวิตใดๆมากไปกว่าการสร้างชีวิตน้อยๆทั้ง 4 เหล่านั้นให้เติบโตมามีชีวิตที่ดีกว่าที่หม่าม้าเคยมี และมีชีวิตก้าวต่อไปให้ยิ่งใหญ่กว่าที่หม่าม้าเคยก้าว เรียบๆง่ายๆแค่นั้นเอง หวังของหม่าม้า

ภาพที่เราชินตาที่สุดคือความขยันขันแข็งของหม่าม้า ที่เหมือนไม่เคยรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย หม่าม้าทำทุกอย่างที่สุจริตที่จะทำให้ได้เงินมาเลี้ยงลูก หลายๆครั้งในวันเก่า พวกเรา 4 คนพี่น้องต้องอยู่บ้านกันเองตามลำพัง เพราะปะป๊าและหม่าม้าต้องออกไปทำงาน และเราไม่ได้มีสตางค์มากพอที่จะจ้างพี่เลี้ยงหรือแม่บ้านให้มาคอยดูแลหัวใจเล็กๆ 4 ดวงนี้ของพ่อและแม่ ซึ่งดิฉันเชื่อว่า หากแม้เลือกได้ หม่าม้าคงไม่ลังเลแม้สักเพียงนิดที่จะให้มีใครมาช่วยอยู่ดูแลลูกเล็กๆทั้ง 4 นั้น 

เราเริ่มมีแม่บ้านเมื่อตอนดิฉันอายุได้ 9-10 ขวบ พร้อมๆกับที่ดอกผลแห่งความขยันหมั่นเพียรของหม่าม้าเริ่มก่อรากสร้างใบ เราเริ่มมีสตางค์มากขึ้น มากพอที่จะต่อเติมบ้านตึกแถวหลังเล็กๆ ให้มีห้องนอนเพียงพอสำหรับลูกชายห้องหนึ่ง และลูกสาวหัวรั้นอีกห้องหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่บ้านเรามี 2 ห้องน้ำ และมีชักโครกอย่างดีในบ้าน มีโต๊ะอาหารแทนการนั่งทานกับพื้น มีจานชามเป็นเซ็ทแทนชามสังกะสีที่พร้อมจะขึ้นสนิมได้ตลอดเวลาเพียงแค่การเก็บรักษาที่ไม่ดี มีแอร์เย็นฉ่ำติดในห้องนอน แทนการนอนร้อนด้วยพัดลม และมีรถยนต์คันแรกของบ้าน แทนมอเตอร์ไซค์คันเดิมที่ทั้งบ้านใช้เป็นพาหนะหลักมาแต่ไหนแต่ไร 

ครอบครัวเล็กๆของหม่าม้า เติบโตอย่างเปี่ยมสุขจนวันหนึ่งที่หม่าม้าและปะป๊ะมีสตางค์มากพอที่จะซื้อตึกแถวหลังใหม่ในบริเวณถนนจันทน์ สาทร ตึกแถว 2 ห้องติดกันที่มี 6 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ห้องทำงาน 1 ห้องรับแขก 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องสันทนาการ พร้อมดาดฟ้าที่มีโต๊ะม้าหินแบบฝังตายสำหรับให้นั่งมองท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ และเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมในการดูพลุในแต่ละเทศกาลสำคัญ 

หม่าม้าปะป๊าซื้อบ้านหลังนี้รวมตกแต่งในราคาเมื่อ 20 ปีก่อน ด้วยงบประมาณไม่น้อยกว่า 8 หลัก นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในเชิงวัตถุนิยมของผู้หญิงจบ ป.4 คนหนึ่ง ผู้หญิงคนที่เก่งเลขมากกว่าวิชาความรู้รอบตัว ผู้หญิงคนที่ทำแกงเทโพได้อร่อยกว่าอาหารจานอื่น ผู้หญิงคนที่รู้จักถนนเจริญกรุงมากกว่าถนนเส้นไหนๆ (เพราะไม่รู้จักเส้นอื่นเลย ลองเอาหม่าม้าไปปล่อยที่ใดที่นึง จะเป็นที่รู้กันในครอบครัวว่า หม่าม้าหลงแน่นอน) และผู้หญิงคนที่ ไม่เคยสร้างคำถามในใจลูกแม้แต่ครั้งเดียวว่า หม่าม้ารักลูกหรือไม่ หรือหม่าม้ารักลูกคนไหนมากกว่ากัน

หม่าม้าคือตัวอย่างความสมบูรณ์ในความเป็นแม่ ที่ลูกคือทุกคำตอบของหัวใจ และไม่เคยจะรักคนไหนมากกว่ากัน สำหรับหม่าม้าแล้ว จะลูกชายหรือลูกสาว (ถ้าไม่นับเรื่องความประพฤติ) หม่าม้าคือแม่ที่ไม่ลำเอียงที่สุดในโลก

หากว่าข้างต้น คือมาตรวัดความสำเร็จในเชิงวัตถุนิยมแล้ว มาตรวัดความสำเร็จในความเป็นแม่และเมียของหม่าม้าก็คงไม่ต่างกัน เพราะด้วยหนึ่งสมองและสองมือของหม่าม้านั้น ปะป๊ากลายเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุด มีชีวิตที่ใครๆก็ถวิลหา อยากมี อยากได้และอยากเป็น และหากปะป๊าจะมีทุกข์บ้างก็คงเป็นเพียงความเสื่อมถอยของสังขารที่ต้องมาถึงตามวันวัยที่เปลี่ยนไป กับทุกข์จากการแทงหวยไม่ถูกและเลือกไม่ได้ว่าวันอาทิตย์นี้จะทานข้าวที่ร้านไหนดี ดูๆไปก็เป็นความทุกข์ที่น่าหมั่นไส้อยู่ไม่หยอก ในขณะเดียวกัน หม่าม้าเป็นแม่ของลูกชายที่จบปริญญาโท 3 คน เป็นเจ้าของกิจการทั้ง 3  คนกับลูกสาวหัวรั้นที่จบแค่ปริญญาตรี และยังไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอย่างพี่ๆน้องๆคนอื่น เป็นอาม่าของหลานๆทั้ง 6 คนกับอีก 1 หน่อในท้องน้องสะใภ้คนเล็ก เป็นเจ้าของชีวิตที่คิดบวกและมีทัศนคติที่มีหวังอยู่เสมอในทุกๆวัน ภายใต้การกระทำอย่างง่ายๆเมื่อลืมตาตื่นคือการบอกกับตัวเองว่า “ช่างมัน”  ประโยคง่ายๆทรงพลัง ที่ผลักดันหม่าม้าออกไปใชัชีวิตเป็นเมีย เป็นแม่ และเป็นอาม่าที่รวยรอยยิ้มมากกว่าตัวเลขเงินสดในธนาคาร 

“สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” เป็นอย่างไรนั้น ไม่ต้องถามคนอื่นไกลเลย ดิฉันคงบังอาจเสนอตัวอธิบายได้อย่างกล้าหาญที่สุด เพราะนอกจากการเป็นลูกสาวที่เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย และเป็นแม่ของเด็กผู้ชายที่ดีที่สุด 2 คนเท่าที่ผู้หญิงสักคนจะพึงระลึกถึงเมื่ออยากมีลูกแล้ว ดิฉันไม่ได้มีความสำเร็จอื่นใดให้หม่าม้าภูมิใจได้เลย ทั้งความล้มเหลวในชีวิตคู่ ความไม่มั่นคงในเรื่องของทรัพย์สินและความไม่แน่นอนในก้าวย่างของชีวิต ไม่รู้จะกี่ครั้งที่ดิฉันทำให้หม่าม้าเสียน้ำตา ด้วยความดื้อรั้น อวดดี และหยาบกระด้าง ไม่รู้จะกี่ครั้งที่ชีวิตดิฉันต้องหกล้ม ระทมทุกข์ จนอาจเฉียดกรายสู่ที่มาของโรคซึมเศร้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ก็ทุกๆครั้ง ที่สองมือนั้น จะเอื้อมฉุด ป้องกัน และผลักดันให้ก้าวต่อ ด้วยความรักของหม่าม้าที่มีอย่างมากมายตลอดชีวิตผู้หญิงไม่เอาไหนคนนี้ มันเพียงพอที่จะเหนี่ยวรั้งให้ดิฉันกลับมาก้าวเดินและหยัดยืน ด้วยหวังที่จะทำวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้น ด้วยฝันที่สักครั้งจะเป็นความภูมิใจของพ่อแม่ และด้วยปรารถนาที่จะเห็นรอยยิ้มฉาบหน้าเมื่อนึกถึงลูกสาวคนเดียว

วันนี้ ดิฉันยังคงดูห่างไกลจากคำนิยามของคำว่า “ลูกที่ดี” แต่ทุกๆวันที่ลืมตาตื่น ดิฉันยังคงมีหวัง ฝัน และปรารถนาที่จะแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้เกียรติลูกคนนี้ได้เกิดมาจากเลือดเนื้อ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้ลูกได้อิ่มอุ่นด้วยค่าน้ำนมทุกหยาดหยด เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้โอกาสลูกได้เติบใหญ่ เพื่อแสดงความขอบคุณที่สองมือแม่ไม่เคยห่างไกลจากการฉุดรั้งลูกที่อ่อนล้า และเพื่อแสดงความขอบคุณที่รักลูกและมอบโอกาสให้ลูกได้รักอย่างยิ่งใหญ่ ปราศจากเงื่อนไขและไม่ตั้งคำถาม

คงไม่โอหังเกินไปนัก หากจะบอกว่า ดิฉันคือหนึ่งในสี่ของลูกที่โชคดีที่สุดในโลก ตรงกันข้าม หม่าม้าอาจจะโชคร้ายหน่อยที่มีดิฉันเป็นลูก แต่ขอให้แม่เชื่อลูกเถิดว่า 

ลูกจะดีขึ้นในทุกๆวัน..

ลูกต้องดีขึ้นในทุกๆวัน 

ลูกหวัง ลูกฝัน และลูกปรารถนาเช่นนั้นจริงๆ… 

กราบแม่จากหัวใจ… 

กลับสู่หน้า Home

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *