Looper “ชีวิต..เวลา และการสูญเสีย”

 photo Looper-poster-banner-1.jpeg

ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเกรงกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่”
และนั่นอาจจะเป็นที่มาของการต่อสู้ขัดขืนเพื่อยื้อยุดทุกๆความเปลี่ยนแปลงที่ย่างกรายเข้าใกล้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนไป และเพื่อจะได้ไม่ต้องสูญเสีย

นี่อาจเป็นข้อความหลักที่ภาพยนตร์อย่าง Looper กำลังบอกเรา นอกเหนือจากความจริงอีกข้อหนึ่งที่ว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะถือกำเนิดในฐานันดรใด หรือสีผิวไหน ทุกๆคนล้วนเสมอภาคในการครอบครองสิ่งหนึ่งเดียวที่เทียบเทียมกันหมด นั่นคือ “เวลา” สิ่งๆเดียวที่เน้นย้ำว่ามนุษย์ก็ยังคงเป็นเพียงภัสมธุลีอันต้อยต่ำภายใต้เวิ้งฟ้าและจักรวาลอันอนันตกาลนี้

หากว่าภายในใจคุณยังว่างเปล่าเมื่อนึกถึงรายชื่อหนังดีๆสักเรื่องที่คุณจะเสียเวลาครั้งต่อไปหน้าจอทีวี นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากแนะนำให้คุณดู คงไม่เกินความจริงไปนัก หากจะบอกว่า Looper เป็นหนังที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีหลังที่ดิฉันมีโอกาสได้ดู จะมีสักกี่ครั้งที่คุณจะได้ครอบครองเวลา 120 นาทีอย่างเป็นสุข อิ่มตาและอิ่มใจแม้เมื่อภายหลังที่ช่วงเวลานี้จะกลายเป็นอดีตกาลไปแล้วก็ตาม

Looper บอกเล่าเรื่องราวในอนาคตที่การเดินทางข้ามเวลาไม่ใช่จินตนิยายสำหรับผู้ฝันใฝ่ในสิ่งเกินจริงอีกต่อไป หากทว่ามันคือสิ่งผิดกฎหมาย และจะถูกใช้ก็โดยองค์กรอาชญากรรมระดับใหญ่เท่านั้น สำหรับเป็นเครื่องในการกำจัดเศษซากแห่งการริดรอนชีวิต ในที่นี้ เป้าหมายจะถูกครอบหัวแล้วเดินทางข้ามเวลาไปยังสถานที่นัดพบระหว่างองค์กรกับเพชรฆาตรับจ้าง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม Looper ที่เหลือต่อจากนั้น แนะนำให้หาชมกันต่อจะสนุกและได้อรรถรสกว่าดิฉันเล่าเป็นแน่แท้

ทันที่ที่ภาพยนตร์จบ สิ่งแรกที่ดิฉันทำก่อนอย่างอื่นคือการดูเครดิตผู้กำกับ Rian Johnson กับการกำกับที่ในที่นี้คือความสนุกและเปี่ยมด้วยความหมายดีๆของชีวิตเป็นเรื่องที่ 3 นับจาก Shawshank Redemption และ Inception เป็นต้นมา การเล่าเรื่องทำด้วยความกระชับ ไม่เปิดกระทั่งโอกาสแห่งการตั้งคำถาม มีจังหวะในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ที่สำคัญคืออารมณ์ขันที่ใส่มาแต่เพียงพองาม เท่าที่จะช่วยทอนความอึดอัดในระหว่างการดำเนินเนื้อเรื่องนั้นๆได้ แต่ไม่มากจนก่อกวนสารัตถะหลักแห่งหนังเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเว้นในการเอ่ยถึงไม่ว่าด้วยประการใดๆ คือ บทภาพยนตร์อันชาญฉลาด แยบยลและเอาอยู่ คือนิยามคำสามคำที่ผุดขึ้นมากลางใจในโมงยามอันเปี่ยมสุขนั้น ซึ่งเมื่อย้อนดูเครดิตผู้เขียนบทแล้ว ก็อดทึ่งไม่ได้ว่า คือเครดิตเดียวกันกับผู้กำกับเรื่องนี้

ความโดดเด่นประการต่อมาซึ่งสำหรับดิฉันคือหัวใจหลักที่สำคัญที่สุดในความเป็นภาพยนตร์ นั่นคือ การบอกเล่าข้อความหรือ “สาร” หลักที่ตัวภาพยนตร์ต้องการสื่อ สำหรับดิฉัน หนังกำลังบอกเราถึง “การเกรงกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่” และนั่นจึงเป็นมูลเหตุของการทำทุกอย่างเพื่อแข็งขืนต่อโชคชะตา นั่นเพราะมนุษย์เรายังไม่พร้อม และไม่เคยพร้อมที่จะยอมรับต่อการสูญเสียนั่นเอง เช่นนั้นแล้ว เมื่อเราไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะต่อรองกับโชคชะตาและสิ่งที่เรียกว่าเวลาได้ เราจักทำเช่นไรได้เล่า เพื่อให้เมื่อเวลาแห่งการสูญเสียมาถึง กลายเป็นความเข้าใจต่อวัฏสังสาร กลายเป็นการยอมรับต่อกฎเกณฑ์แห่งโชคชะตา และกลายเป็นการคงอยู่ที่งดงามของผู้ที่ต้องสูญเสียนั้นๆ ตัวหนังไม่ได้บอกให้เรายอม “จำนน” รับสภาพต่อทุกๆสิ่งที่ชีวิตและตรรกะแห่งเวลาจะหยิบยื่นให้ หากแต่คือการตั้งโจทย์ต่อผู้ที่ถูกถามว่า “คุณเก็บซ่อนสติไว้ลึกเกินไปหรือไม่ คุณฉาบเคลือบตัวตนไว้ด้วยความขลาดเขลามานานเกินไปหรือเปล่า” สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างกับสัตว์คือ “สติ” ในการกล้าที่จะเผชิญหน้าต่อทุกๆความเป็นไปของชีวิต “สติ” ในการกล้าที่จะไม่วิ่งหนีอย่างเต็มไปด้วยความขลาดเขลาและ “สติ” อย่างผู้ที่เจนจัดต่อการปรับตัวต่อทุกๆความเปลี่ยนแปลง นั่นเพราะทุกๆสิ่งที่ถือกำเนิดล้วนถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้กรอบความเป็นไปที่เป็นสรณะ นั่นคือ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” แต่จะมีสักกี่คนเล่าที่พรักพร้อมด้วยสติเพียงพอที่จะยิ้มรับด้วยความสง่างามต่อกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

อีกความหมายหนึ่งที่ดูมีนัยยะที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันคือเรื่องของ “เวลา” หลายๆครั้งที่สิ่งที่อยู่ในมือตัวละครหลัก หาใช่สิ่งมีค่าใดๆ นอกจาก “นาฬิกาพก” ซึ่งนั่นอาจเป็นการสะกิดเตือนอย่างละมุนละม่อมต่อทุกชีวิตที่สายตากำลังจับจ้องกับความเป็นไปในหนังเรื่องนี้ เวลาล้วนอยู่ในกำมือเราทุกๆคน คนละเท่าๆกัน ไม่มีใครได้เวลามากกว่าใคร และเวลาก็คือสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่ยาจกกับเศรษฐีได้ครอบครองอย่างเทียบเทียม ความแตกต่างคือ บุคคลผู้ถือครองเวลาของตัวเองต่างหากเล่า ที่จะสำเหนียกรู้คุณค่าแห่งเข็มวินาทีและฉวยโอกาสดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ถูกต้องและเปี่ยมสุขเช่นที่ชีวิตควรจะเป็นได้มากเพียงใด

60  วินาที 24 ชั่วโมง 365 วัน ล้วนเป็นตัวเลขแห่งการแสดงความเท่าเทียมในฐานแห่งความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน หากแต่สิ่งที่ต่างคือการตระหนักรู้ เข้าใจ และรู้จักที่จะแยบคายในการฉกฉวยเวลามาสู่การเดินทางของชีวิตได้มากเพียงใดของเราทุกคนต่างหากเล่า ชั่ววูบหนึ่งที่ดิฉันได้รำลึกถึงคำกล่าวแสนสั้นแต่คุ้นหูและต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

“Carpe Diem” หรือ “Seize the day” – ทำวันนี้ให้ดีที่สุด- เพราะเมื่อเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง ชีวิตจะได้ไม่เสียศูนย์จนมากไปกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น จริงอยู่ที่มนุษย์ทุกคนล้วนเกรงกลัวต่อการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ แต่เมื่อคุณไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติและจักรวาลนี้แล้วไซร้ จงถามตัวเองว่า

“วันนี้ คุณพร้อมรับต่อการสูญเสียแล้วหรือยัง”

2 Comments

    • Hiang

      Wow, glad to see you here. Thanks for visiting my blog and hopefully, you gotta found something I wrote better than my photograph. 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *