Do and Don’t กฎทองในการทำ Facebook Page

แม้ว่าถึงตอนนี้แล้ว การทำธุรกิจโดยใช้ช่องทางเฟสบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านบนเฟสบุ๊ค หรือทำหน้าแฟนเพจสำหรับธุรกิจ อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องน่าตื่นเต้นอีกต่อไป พร้อมๆกับความเชื่อที่ว่า “ทำแฟนเพจไม่เห็นจะยากเลอ เล่นเกมส์เศรษฐีให้ไม่ติดเกาะร้างยังยากกว่า” (สะเทือนใจ พิมพ์ไปก็เหน็บตัวเองไป -_-“) แต่กระนั้นก็ดี สิ่งที่ดิฉันยังคงเห็นอย่างต่อเนื่องในการทำแฟนเพจหรือใช้เฟสบุ๊คทำการตลาดก็คือข้อผิดพลาดอย่างมากมาย อันเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ใช่แค่การสะกดตัวอักษรผิด หรือทำแบบไร้เป้าหมายและทิศทาง หากแต่หนักข้อกว่า คือการทำผิดพลาดในส่วนที่เกี่ยวพันกับจริตของผู้บริโภค ซึ่งมีลักษณะที่กลายพันธุ์มาจากผู้บริโภคในยุคก่อนอย่างไม่อาจแกะรอยได้ และนั่นได้กลายเป็นที่มาของการทำเฟสบุ๊คแบบค้างๆคาๆ (แน่ะ!! คิดลึก!!) จะเสร็จก็ไม่เสร็จ จะล้มเหลวก็ไม่เชิงว่าล้มเหลว จะสำเร็จก็ยังดูพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ จนบ่อยครั้งเข้าที่ดิฉันมักจะได้รับคำถามในเชิงที่อยากรู้ว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว Do and don’t หรือกฎทองในการทำเฟสบุ๊คเพจมีอะไรบ้าง

เอาล่ะ ไหนๆก็ติดเกาะร้าง แล้วยังโดนสร้างแลนด์มาร์คไม่เลิกราจนอยากจะเลิกเล่นมันซะให้รู้แล้วรู้รอดอยู่แล้ว จะสละเวลาสักไม่กี่มากน้อยมาอัพบล็อกนี้หน่อย มันจะเป็นไรนักเชียว  หึ!!

 photo Dothis.png

1. “80:20” มันคืออัลไลแว้..

มันคือ 80% โอกาสที่คุณจะทอยติดเกาะร้างของเกมส์เศรษฐีหลังจากคุณเลือกออพชั่น “ทอยได้เลขคู่” แว๊กกกก ไม่ใข่แระ… ความจริง มันหมายถึงว่า จงเลือกเนื้อหาในการโพสต์แบบ “80% สำหรับเรื่องทั่วๆไป (ที่เกี่ยวพันอยู่กับธุรกิจของคุณ) และ 20% สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ”

2. “โต้ตอบทันใจ ด่ากลับฉับไวทั่วโลก”

เนื้อหาจริงๆ.. ดูแค่ประโยคแรกพอฮ่ะ ยกเว้นคุณอยากสร้างความวินาศสันตะโรให้แบรนด์ ค่อยเดินตามแนวทางประโยคหลัง สำหรับกฎข้อนี้นั้น หลักๆคือ อ้างอิงจากพฤติกรรมของผู้ใช้อินเตอร์เน็ทในยุคนี้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ หรือสิงอยู่ประเทศใดในโลก ล้วนมีลักษณะกลายพันธุ์ร่วมกันอย่างหนึ่งนั่นคือ “สะกดคำว่า -อดทน-  กันไม่ค่อยจะเป็นแล้ว” นั่นหมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณเธอทั้งหลาย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เกียรติวิสาสะกับแบรนด์หรือหน้าร้านออนไลน์ทั้งหลาย คุณเธอคาดหวังจะได้รับคำตอบฉบับรวดเร็วทันใจประหนึ่งเจ้าของเพจไม่ต้องทำมาหารับประทานอย่างอื่น แล้วเวลาตอบกลับที่แนะนำให้ทำนั้นคือเร็วขนาดไหนเล่า?? ดีที่สุด เลอค่าที่สุดในสามโลก ควรอยู่ภายใน  1 ชั่วโมง หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็ไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติมคือ กรณีที่คุณไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี อย่างน้อยที่สุด ก็ควรตอบในลักษณะของการแสดงความรับรู้ในคำถามนั้น เช่น “ขอบพระคุณมากค่ะ/ รับทราบค่ะ” ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็พอจะเป็นการเยียวยาหัวใจน้อยๆที่กำลังบอบช้ำของคุณลูกค้าไว้ในเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

อ้าว… แล้วความคิดเห็นเชิงลบที่มีต่อแบรนด์ล่ะ ทำไงดีๆๆๆ… กฎข้อหนึ่งที่อาจพอยึดถือได้คือ “แสดงการรับรู้ในที่สาธารณะ แสดงการรับผิดชอบในที่ส่วนตัว” จากประสบการณ์ดิฉัน หากว่าปัญหาอันเป็นที่มาของปฏิกริยาเชิงลบนั้นได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา ลูกค้ามักจะกลับมาแสดงความคิดเห็นเชิงบวกหรือแสดงความขอบคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์เรื่องการบริการที่ดีของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภควงกว้างได้อย่างทรงคุณค่าและน่าเชื่อถือ

3. อย่าเวิ่นเว้อ อย่ายืดยาว จะโพสต์จะพูดอะไร ว่ากันสั้นๆก็พอ

จะว่าไป ก็เหมือนเรากำลังหลงท่องอยู่ในยุคอารยธรรม “แหลก (เปลี่ยน ล ลิง เป็น ด เด็ก จะได้อรรถรสมาก) ด่วน” ที่ๆทุกอย่างต้องการความกระชับ ฉับไว อย่ามาเยอะ อย่ามายาว นั่นเพราะคนยุคนี้ เค้าไม่ได้อ่านค่ะ พฤติกรรมการมองจอของพวกเค้านั้น เราเรียกกันง่ายๆว่า “สแกน”

4. เพิ่มจำนวนแฟนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นจริง

นั่นเพราะว่า นี่คือหนทางที่เพจคุณจะโตอย่างยั่งยืน แทนการซื้อไลค์ คุณอาจจะมองข้ามวิธีง่ายๆไปหลายวิธี วิธีง่ายๆฟรีๆที่คุณไม่ต้องเสียสักบาท ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มลิงค์เฟสบุ๊คเพจของคุณไว้ยังเวบไซท์ บล็อก หรือแม้กระทั่งในลายเซ็นอีเมล์ของคุณเอง หรืออาจจะลามปามมายังนามบัตร สติ๊กเกอร์แปะท้ายรถ หรือโบรชัวร์แคตตาล็อกสินค้าของคุณเอง และถ้าคุณมีอีเมล์ของลูกค้าที่ยินดีรับข่าวสารของคุณทางช่องทางนี้ ก็อย่าลืมส่งอีเมล์เพื่อแจ้งพวกเค้าว่า ขณะนี้คุณมีเฟสบุ๊คแล้วน้า และถ้าว่างจากการติดเกาะร้างเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมมาไลค์เพจดิฉัน/ผม ด้วยนะฮับ

5. ตั้งคำถาม หรือถามความเห็นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเชิงพูดคุย

เชื่อหรือไม่ว่า บางครั้ง เนื้อหาที่โพสต์เหมือนๆกัน ต่างกันแค่คำบรรยายที่จบด้วยการถามความเห็น หรือตั้งคำถาม มักจะได้รับการตอบกลับที่ดีกว่าเฉพาะแค่คำบรรยายเพียงอย่างเดียว

6. โพสต์แค่เพียงพอดีๆ

อย่าสแปมหน้าฟีดของแฟนด้วยโพสต์ที่มากเกินไป เพราะมันไม่ใช่ทุกโพสต์หรอกนะ ที่แฟนคุณจะชอบทั้งหมด (ยกเว้นคุณเป็นอั้ม พัชราภา) จำไว้ว่าอะไรที่มันมากเกินไป อาจจะเป็นการรบกวนหน้าฟีดของแฟนๆเราจนทำให้เค้ามีโอกาสน้อยลงในการที่จะเห็นโพสต์จากเพื่อนๆหรือจากเพจอื่นๆที่เค้าติดตามอยู่ สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าอย่างนั้น ควรโพสต์มากน้อยแค่ไหนนั้น คำแนะนำคือ วันละ 1-2 ครั้ง สุดสัปดาห์ก็อาจจะเว้นบ้างก็ได้ หรือถ้าคุณเลือกโพสต์วันละ 2 ครั้ง ช่วงสุดสัปดาห์ก็อาจจะเหลือแค่ครั้งเดียวก็พอ

 

 photo Dontdothis.png

1. อย่าฮาร์ดเซล

ไม่ใช่อะไรก็เอะอะแต่ขายๆๆ ไม่ใช่อะไรก็เอะอะแต่โปรดักท์ๆๆ แน่นอนล่ะว่าบรรดาแฟนส่วนใหญ่ก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าคุณต้องการขายของ แต่ลองนึกดูสิว่า การขายแบบเซลส์เคาะประตูตามบ้านมันน่ากลัวขนาดไหน ถ้าคุณนึกออก นั่นล่ะ การฮาร์ดเซลส์ของคุณก็ไม่ต่างอะไรกับอารมณ์การถูกคุกคามทางเพจเลย อย่าใจร้อน อย่าเร่งรีบ ช้าๆ ใจเย็นๆ สถาปนาความเป็นเพื่อนกับเค้าก่อนสิ คนเราพอมันเป็นเพื่อนกันแล้ว มันจะมีลูกเกรงใจและให้ท้ายตามมาเองน่ะแหละ จำไว้นะคะว่า สุดยอดเซลส์คือคนที่เดินเข้ามาแค่พูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่กลับเดินออกไปพร้อมยอดขายโดยที่ยังไม่เสนอขายอะไรสักอย่างเดียว

2. วางตนอยู่บนหอคอยงาช้าง

ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจต่อความเห็นหรือคำถามจากแฟนหรือผู้ใช้บริการ ลำพังถ้าเป็นความคิดเห็นเชิงบวกก็ยังดีไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นในทางตรงกันข้ามแล้ว การ Ignore หรือเมินเฉยต่อความเห็นของแฟนเพจ กลับจะยิ่งยั่วยุให้พวกเขาโกรธและรู้สึกในทางลบกับคุณมากขึ้นกว่าเดิม

3. โพสต์อะไรยืดยาว

อย่างที่บอกไว้ในกฎ Do ข้อ 3 เลยค่ะว่า คนยุคนี้ไม่นิยมอ่านอะไรที่ยืดยาว (ได้ข่าวว่าบล็อกหล่อนน่ะ ยาวตัลหลอดดดดดดนะ >*<) และนี่มันคืออารยธรรมการสแกน หาใช่อารยธรรมการอ่านไม่ ข้อนี้ยกเว้นในกรณีที่เพจคุณเป็นเพจที่เกี่ยวกับวรรณกรรมหรืองานประพันธ์ ซึ่งก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวทั้งโดยรูปแบบของเนื้อหาและผู้ติดตาม

4. ซื้อไลค์มันซะเลย!!

อย่าเชียว อย่าสิ้นคิดงั้นเชียว เพราะอย่าลืมว่า ตัวเลขที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมด้วย engagement rate ที่ใหญ่ยิ่ง หมายความว่า แฟนหลอกๆ แฟนปลอมๆที่เกิดจากการซื้อนั้นมันจะไม่ช่วยในการเพิ่ม engagement rate แต่อย่างไร กลับจะกลายเป็นว่า เพจคุณด้อยคุณภาพ สูงด้วยตัวเลขผู้ติดตาม แต่ต่ำด้วยความสนใจของแฟนที่มีต่อแบรนด์ โอววว อนาถสิ้นดี

5. ปลอมตัวมาแสดงความคิดเห็น

อะไรที่ปลอม ที่ไม่แท้ในยุคนี้น่ะโดนจับได้ง่ายจะตาย ยิ่งระยะหลังที่หลายๆคดีดังๆในสังคมออนไลน์ โดนจับได้คาหนังคาเขาว่าว่าเกิดจากฝีมือการปลอมหรือจัดตั้งเนื้อหาโดยแบรนด์ ก็ยิ่งเกิดเป็นขนบแห่งการจับผิด จนเกือบๆจะเทียบเคียงได้กับอารยธรรมล่าแม่มดในยุคสมัยกลางเลยเชียว เอาว่า ถ้านึกอะไรไม่ออก ให้นึกถึงคำว่า “นักสืบพันทิพ” และศัพท์สุดฮิตช่วงนี้อย่าง “ชาบู หน้า หม้อ ไท” ไว้ให้จงดีก็พอ

แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ซะทีเดียว ของพวกนี้มันมีวิธีค่ะ… อิ อิ

6. ก่อกวนหน้าฟีดของแฟนด้วยจำนวนโพสต์อันมากล้น

73% ของผู้ที่ตัดสินใจ Unlike เพจนั้น ให้เหตุผล(กับใครไม่รู้) ว่า เป็นเพราะเค้ารู้สึกว่า แบรนด์โพสต์บ่อยเกินไป โพสต์ถี่ๆ โพสต์กระปริบกระปรอย แหม่.. ว่าแล้วนึกได้ ล่าสุดดิฉันก็เพิ่งอันไลค์เพจมหาชนไปเพจหนึ่งก็ด้วยเหตุผลนี้เลยค่ะ โพสต์มันอยู่นั่นอ่ะ รูปถุงอะไรก็ไม่รู้ เห็นรูปสองรูปก็รู้แล้วว่าถุง จะให้ดูจนเอาไปฝันถึงเลยหรือไง ฮ่วย!!

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็จงเลือกที่ชอบที่ชอบกันเองเถอะนะโยม….

กลับสู่หน้า Home

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *